วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

มวยไทย มรดกไทย มรดกโลก

ประวัติศาสตร์ของมวยไทย

ประวัติศาสตร์อันยาวนานของมวยไทยเริ่มมีและใช้กันในการสงครามในสมัยก่อน ในปัจจุบันมีการดัดแปลงมวยไทยมาใช้ในกองทัพโดยเรียกว่า "เลิศฤทธิ์" ซึ่งแตกต่างจากมวยไทยในปัจจุบันที่ใช้เป็นการกีฬา โดยมีการใช้นวมขึ้น เพื่อป้องกันการอันตรายที่เกิดขึ้น มวยไทยยังคงได้ชื่อว่า ศาสตร์การโจมตีทั้งแปด ซึ่งรวม สองมือ สองเท้า สองศอก และสองเข่า (บางตำราอาจเป็น นวอาวุธ ซึ่งรวมการใช้ศีรษะโจมตี หรือ ทศอาวุธ ซึ่งรวมการใช้บั้นท้ายกระแทกโจมตีด้วย)
มวยไทยสืบทอดมาจากมวยโบราณ ซึ่งแบ่งออกเป็นแต่ละสายตามท้องที่นั้น ๆ โดยมีสายสำคัญหลัก ๆ เช่น มวยท่าเสา (ภาคเหนือ) มวยโคราช (ภาคอีสาน) มวยไชยา (ภาคใต้) มวยลพบุรีและมวยพระนคร (ภาคกลาง) มีคำกล่าวไว้ว่า "หมัดหนักโคราช ฉลาดลพบุรี ท่าดีไชยา ไวกว่าท่าเสา"



การศึกษาศิลปะมวยไทย

มวยไทย
ในสมัยโบราณจะมี สำนักเรียน (สำนักเรียนมวย แตกต่างจาก ค่ายมวย คือ สำนักเรียนจะมีเจ้าสำนัก หรือ ครูมวย ซึ่งมีฝีมือและชื่อเสียงเป็นที่เคารพรู้จัก มีความประสงค์ที่จะถ่ายทอดวิชาไม่ให้สูญหาย โดยมุ่งเน้นถ่ายทอดให้เฉพาะศิษย์ที่มีความเหมาะสม ส่วน ค่ายมวย เป็นที่รวมของผู้ที่ชื่นชอบในการชกมวย มีจุดประสงค์ที่จะแลกเปลี่ยนวิชาความรู้เพื่อนำไปใช้ในการแข่งขัน-ประลอง) โดยแยกเป็น สำนักหลวง และ สำนักราษฎร์ บ้างก็ฝึกเรียนร่วมกับเพลงดาบ กระบี่ กระบอง พลอง ทวน ง้าวและมีดหรือการต่อสู้อื่นๆ เพื่อใช้ในการต่อสู้ป้องกันตัวและใช้ในการสงคราม มีทั้งพระมหากษัตริย์และขุนนางแม่ทัพนายกองและชาวบ้านทั่วไป (ส่วนใหญ่เป็นชาย) และจะมีการแข่งขันต่อสู้-ประลองกันในงานวัด และงานเทศกาลโดยมีค่ายมวยและสำนักมวยต่างๆ ส่งนักมวยและครูมวยเข้าแข่งขันชิงรางวัล-เดิมพัน โดยยึดความเสมอภาค
บางครั้งจึงมีตำนานพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่เชี่ยวชาญการต่อสู้ปลอมตน เข้าร่วมแข่งขันเพื่อทดสอบฝีมือที่เป็นที่ปรากฏได้แก่ พระเจ้าเสือ (ขุนหลวงสรศักดิ์) พระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหัก ครูดอก แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ จนเมื่อไทยเสียกรุงแก่พม่า ปรากฏชื่อนายขนมต้ม ครูมวยชาวอยุธยา ซึ่งถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกได้ชกมวยกับชาวพม่า ชนะหลายครั้งเป็นที่ปรากฏถึงความเก่งกาจเหี้ยมหาญของวิชามวยไทย ในสมัยอยุธยา ตอนปลายได้มีการจัดตั้งกรมทนายเลือกและกรมตำรวจหลวงขึ้นมีหน้าที่ในการให้ การคุ้มครองกษัตริย์และราชวงศ์ ได้มีการฝึกหัดวิชาการต่อสู้ทั้งมวยไทยและมวยปล้ำตามแบบอย่างแขกเปอร์เซีย (อิหร่าน) จึงมีครูมวยไทยและนักมวยที่มีฝีมือเข้ารับราชการจำนวนมากและได้แสดงฝีมือใน การต่อสู้ในราชสำนักและหน้าพระที่นั่งในงานเทศกาลต่างๆสืบต่อกันมาเป็นประจำ
กีฬามวยไทยได้รับความนิยมมากในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ยุคที่นับว่าเฟื่องฟูที่สุดคือ รัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ศึกษาฝึกฝนการชกมวยไทยและโปรดให้จัดการแข่งขันชกมวยหน้าพระที่ นั่งโดยคัดเลือกนักมวยฝีมือดีจากภาคต่างๆ มาประลองแข่งขัน และพระราชทานแต่งตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ทั้งยังโปรดให้กรมศึกษาธิการ บรรจุการสอนมวยไทยเป็นวิชาบังคับ ในโรงเรียนฝึกหัดครูพลศึกษา มีการชกมวยถวายหน้าพระที่นั่งเป็นประจำจนถึงสมัย รัชกาลที่ 6 ที่วังสวนกุหลาบ ทั้งการต่อสู้ประลองระหว่างนักมวย กับครูมวยชาวไทยด้วยกัน และการต่อสู้ระหว่างนักมวย กับครูมวยต่างชาติ ในการแข่งขันชกมวยในสมัยรัชกาลที่ 6 ระหว่างมวยเลี่ยะผะ (กังฟู) ชาวจีนโพ้นทะเล ชื่อนายจี่ฉ่าง กับ นายยัง หาญทะเล ศิษย์เอกของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ มีท่าจรดมวยแบบมวยโคราช ซึ่งเน้นการยืดตัวตั้งตระหง่านพร้อมที่จะรุกและรับโดยเน้นการใช้เท้าและหมัด เหวี่ยง และต่อมาได้เป็นแบบอย่างในการฝึกหัดมวยไทยในสถาบันพลศึกษาส่วนใหญ่ สมัย รัชกาลที่ 7 ในยุคแรกการแข่งขันมวยไทยใช้การพันมือด้วยเชือก จนกระทั่งนายแพ เลี้ยงประเสริฐ นักมวยจากท่าเสา จ.อุตรดิตถ์ ต่อยนายเจียร์ นักมวยเขมร ด้วยหมัดเหวี่ยงควายถึงแก่ความตาย จึงเปลี่ยนมาสวมนวมแทน ต่อมาเริ่มมีการกำหนดกติกาในการชก และมีเวทีมาตรฐานขึ้นแห่งแรกคือเวทีมวยลุมพินีและเวทีมวยราชดำเนินจัดแข่ง ขันมวยไทยมาจนปัจจุบัน

แม่ไม้มวยไทย

แม่ไม้มวยไทย ที่รู้จักแพร่หลาย อาทิ
1. จระเข้ฟาดหาง(หมุนตัวแล้วฟาดตวัดด้วยวงเท้าหลัง),
2. เถรกวาดลาน (เตะกวาดล่างวงนอกรวบสองเท้าให้เสียหลัก),
3. หนุมาณถวายแหวน (ชกหมัดเสยพร้อมกันสองข้าง),
4. มอญยันหลัก (ถีบลำตัวให้เสียหลัก),
5. หักงวงไอยรา (เหยียบคู่ต่อสู้เพื่อยกตัวเตะตวัดก้านคอ),
6. บั่นเศียรทศกัณฑ์ (เตะก้านคอ),
7. ปักลูกทอย (ปักศอกลงตรงหน้าขาคูต่อสู้),
8. มณโฑนั่งแทน (กระโดดขึ้นปักศอกลงกลางกระหม่อม),
9. หิรัญม้วนแผ่นดิน (ศอกกลับ),
10.พระรามเดินดง (เตะแล้วต่อยตามข้างเดียวกัน),
11. มอญแทงกริช (ถองด้วยศอกบริเวณซี่โครงอ่อน),
12. ฤๅษีบดยา (กระโดดปักศอกกลางศีรษะ),
13. พุ่งหอกโมกขศักดิ์ (ตั้งศอกเหนือศีรษะพุ่งเข้าบริเวณใบหน้า
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/มวยไทย



รูปภาพ : สลับฟันปลา

1. สลับฟันปลา (รับวงนอก)
แม่ไม้นี้ เป็นไม้หลักหรือไม้ครูเบื้องต้น ใช้รับและหมัดตรงของคู่ต่อสู้ที่จะชกนำ โดยหลบออกนอกลำแขนของคู่ต่อสู้ทำให้หมัดเลยหน้าไป

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่หมายใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาหลบไปทางกึ่งขวา 1 ก้าว พร้อมทั้งโน้มตัวเอนไปทางขวาประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา ขาขวางอเล็กน้อยศีรษะและตัวหลบออกวงนอกของหมัดฝ่ายรุก ใช้มือขวาจับคว่ำมือที่แขนท่อนบนของฝ่ายรุก มือซ้ายจับกำหงายที่ข้อมือของฝ่ายรุก (ท่าคล้ายจับหักแขน)





2. ปักษาแหวกรัง (รับวงใน)

แม่ไม้นี้เป็นไม้ครูของการเข้าสู่วงในเพื่อใช้ลูกไม้อื่นต่อไป

ฝ่ายรุก
ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่หน้าฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าสืบไปข้างหน้าเฉียงไปทางกึ่งซ้ายเล็กน้อยภายในแขนซ้ายของฝ่ายรุก ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าซ้ายพร้อมกับงอแขนทั้ง 2 ขึ้นปะทะแขนท่อนบนและแขนท่อนล่างของฝ่ายรุกไว้โดยเร็ว หมัดของฝ่ายรับทั้งคู่ชิดกัน (คล้ายท่าพนมมือ) ศอกกางประมาณ 1 คืบ ศีรษะและใบหน้ากำบังอยู่ระหว่างแขนทั้งสอง ตาคอยชำเลืองดูหมัดขวาของฝ่ายรุก


รูปภาพ :
ปักษาแหวกรัง




รูปภาพ : ชวาซัดหอก


3. ชวาซัดหอก (ศอกวงใน)

แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักสำหรับหลบหมัดตรงออกทางวงนอกแล้วโต้ตอบด้วยศอก

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงบริเวณที่ใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไปทางกึ่งขวา ตัวเอนประมาณ 30 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมงอแขนซ้ายใช้ศอกกระแทกชายโครงใต้แขนของฝ่ายรุก



4. อิเหนาแทงกริช (ศอกวงใน)
แม่ไม้นี้เป็นหลักในการรับหมัดตรง และใช้ศอกเข้ารุกวงใน

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดขวาตรงบริเวณหน้าฝ่ายรับ
ฝ่ายรับ ใช้มือซ้ายปัดหมัดขวาของคู่ต่อสู้ให้เลยพ้นไปแล้ว รีก้าวเท้าขวาไปข้างหน้าตัวเอียงไปทางซ้ายเล็กน้อย ตัวเอนประมาณ 60 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา งอศอกขวาขนานกับพื้น ตีระดับชายโครงฝ่ายรุก




รูปภาพ : อิเหนาแทงกริช




รูปภาพ : ยอเขาพระสุเมรุ


5. ยอเขาพระสุเมรุ (ชกคางหมัดต่ำก้มตัว 45 องศา)
แม่ไม้นี้ ใช้รับหมัดตรงในลักษณะก้มตัวเข้าวงในให้หมัดผ่านศีรษะไปแล้วชกเสยคาง

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่หมายใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวา พร้อมกับย่อตัวต่ำเข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวาแขนซ้ายตึงย่อตัวต่ำเอนไปข้างหน้าประมาณ 45 องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาแล้วให้ยืดเท้าขวายกตัวขึ้นพร้อมกับพุ่งชกหมัดขวา เสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคางของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ตรงหน้าเสมอคาง



รูปภาพ : ตาเถรค้ำฝัก

6. ตาเถรค้ำฝัก (ชกคางหมัดสูงก้มตัว 60 องศา)
แม่ไม้นี้ เป็นหลักเบื้องต้นในการป้องกันหมัดโดยใช้แขนปัดหมัดที่ชกมาขึ้นข้างบน

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงที่บริเวณใบหน้าฝ่ายรับ
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้าทางกึ่งขวาเข้าวงในของฝ่ายรุก แล้วใช้แขนขวา งอป้องหมัดซ้ายที่ชกมาปัด ขึ้นให้พ้นตัวงอเข่าซ้ายเล็กน้อยใช้หมัดซ้ายชกใต้คางของฝ่ายรุก





รูปภาพ : มอญยันหลัก


7. มอญยันหลัก (รับหมัดด้วยถีบ)
แม่ไม้นี้ เป็นหลักสำคัญในการรับหมัดด้วยการใช้เท้าถีบยอดอก หรือท้อง

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับก้าวท้าวซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ โยกตัวเอนไปทางขวาเอนตัวหนีฝ่ายรุกประมาณ 45 องศา ยืนบนเท้าขวา แขนทั้งสองยกงอป้องตรงหน้า พร้อมกับยกเท้าซ้ายถีบที่ยอดอกหรือท้องของฝ่ายรุกให้กระเด็นห่างออกไป



8. ปักลูกทอย (รับเตะด้วยศอก)
แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลักในการรับ การเตะกราดโดยใช้ศอกกระแทรกที่หน้าแข้ง

ฝ่ายรุก ยืนตรงหน้าพอได้ระยะเตะ ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับจากขวาไปซ้าย โน้มตัวเล็กน้อย งอแขนทั้งสองป้องกันหน้า
ฝ่ายรับ รีบโยกตัวไปทางซ้ายพร้อมกับก้าวเท้าซ้ายฉากไปข้างหลังใช้แขนขวางอศอกขึ้นรับเท้าของฝ่ายรุกที่เตะมา แขนซ้ายงอป้องกันอยู่ตรงหน้าสูงกว่าแขนขวาเพื่อป้องกันพลาดถูกใบหน้า




รูปภาพ : ปักลูกทอย




รูปภาพ : จระเข้ฟาดหาง


9. จระเข้ฟาดหาง (รับหมัดด้วยเตะ)
แม่ไม้นี้ใช้ส้นเท้าฟาดไปทางข้างหลัง
เมื่อคู่ต่อสู้ชกพลาดแล้วถลันเสียหลักจึงหมุนตัวเตะด้วยลูกเหวี่ยงส้นเท้า

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง พร้อมกับสืบท้าวซ้ายไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวากระโดดไปทางกึ่งขวาให้พ้นหมัดฝ่ายรุก แขนงอกำบังตรงหน้าแล้วใช้เท้าซ้ายเป็นหลักหมุนตัว เตะด้วยส้นเท้าขวาบริเวณท้องหรือคอ




10. หักงวงไอยรา (ศอกโคนขา)
แม่ไม้นี้ใช้แก้การเตะโดยตัดกำลังขา ด้วยการใช้ศอกกระทุ้งที่โคนขา

ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ งอแขนทั้งสองบังอยู่ตรงหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาเข้าหาฝ่ายรุกตรงหน้าเกือบประชิดตัว หันข้างตัวไปทางซ้ายเข่าขวางอ เท้าซ้ายเหยียดตรงพร้อมกับใช้มือซ้ายจับเท้าขวาของฝ่ายรุกให้สูง ศอกขวากระแทรกที่โคนขาของฝ่ายรุก ยกเท้าขวาฝ่ายรุกให้สูงขึ้น เพื่อให้เสียหลักป้องกันฝ่ายรุกใช้ศอกกระแทรกศีรษะ



รูปภาพ : หักงวงไอยรา




รูปภาพ : นาคาบิดหาง


11. นาคาบิดหาง (บิดขาจับตีเข่าที่น่องหรือข้อต่อเข่า)
แม่ไม้นี้ใช้รับการเตะโดยใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าบิดพร้อมกับใช้เข่ากระแทกขา

ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไปยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้งสองงออยู่ตรงหน้า
ฝ่ายรับ รีบโยกตัวไปทางซ้ายยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่ปลายเท้าบิดออกนอก
ตัว พร้อมกับยกเข่าขวาตีที่น่องหรือข้อต่อเข่าของฝ่ายรุก





12. วิรุฬหกกลับ (รับเตะด้วยถีบ)
แม่ไม้นี้ใช้รับการเตะโดยใช้ส้นเท้ากระแทกที่บริเวณโคนขา

ฝ่ายรุก ยกเท้าซ้ายเตะกลางลำตัวบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ
ฝ่ายรับรีบยกเท้าซ้ายถีบไปที่บริเวณโคนขาซ้ายของฝ่ายรุกพร้อมยกแขนทั้ง
สองกันด้านหน้า การถีบนั้นต้องถีบให้เร็วและแรงถึงขนาดฝ่ายรุกหมุนกลับเสียหลัก





รูปภาพ : วิรุฬหกกลับ




รูปภาพ :
ดับชวาลา


13. ดับชวาลา (ปัดหมัดชกตอบ)
แม่ไม้นี้ใช้แก้การชกด้วยหมัดตรงโดยชกสวนที่ใบหน้า

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายไปยังบริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้าแขน คุมบริเวณปลายคาง
ฝ่ายรับ ก้าวเท้าขวาไปข้างหน้ากึ่งขวาหลบอยู่นอกหหมัดซ้ายของ
ฝ่ายรุกเอี้ยวตัวไปทางขวา ปัดและกดแขนซ้ายของฝ่ายรุกที่ชกมาให้ต่ำลง พร้อมกับใช้หมัดซ้ายชกบริเวณหน้าแล้วพุ่งตัวกระโดดไปทางกึ่งขวา






ขุนยักษ์จับลิง

14. ขุนยักษ์จับลิง(รับ-หมัด-เตะ-ศอก)
แม่ไม้นี้เป็นไม้สำคัญมากใช้ป้องกันคู่ต่อสู้ที่ไว้ในการชก เตะ และศอกติดพันกัน การฝึกแบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1

ฝ่ายรุก ชกหมัดซ้ายตรงไปยังใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับเท้าซ้ายสืบไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าซ้ายสืบเท้าเข้าหาตัวฝ่ายรุกตรงหน้า แขนขวาปัดแขนซ้ายฝ่ายรับให้พ้นจากตัว


ตอนที่ 2

ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ
ฝ่ายรับ รีบโยกตัวถอยเท้าซ้ายไปข้างหลังราวกึ่งซ้าย ย่อตัวใช้ศอกขวา กระแทกที่ขาขวาท่อนบนของฝ่ายรุก


ตอนที่ 3

ฝ่ายรุก งอแขนขวาโน้มตัวกระแทกศอกที่ศีรษะของฝ่ายรับ
ฝ่ายรับรีบงอแขนขึ้นรับปะทะใต้ศอกของฝ่ายรุกแล้วรีบโยกตัว
ก้าวเท้าขวาถอยไปทางหลังประมาณครึ่งก้าว




รูปภาพ : หักคอเอราวัณ


15. หักคอเอราวัณ(โน้มคอตีเข่า)

ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรงพร้อมกับสืบเท้าซ้ายไปข้างหน้า หมัดขวาคุมอยู่บริเวณคาง
ฝ่ายรับ ก้าวเท้าซ้ายสืบไปตรงหน้าฝ่ายรุกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับยกแขนขวาสอดปัดแขนซ้ายของฝ่ายรุก แล้วกระโดดเข้าจับคอของฝ่ายรุกโน้มลงมาโดยแรงแล้วตีด้วยเข่าบริเวณใบหน้า


ที่มา http://www.muaythai-institute.net

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น